เทศน์บนศาลา

กิเลสยกหาง

๒๖ เม.ย. ๒๕๖๘

กิเลสยกหาง

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้เป็นสาวกสาวกะ ผู้ได้ยินได้ฟัง ถ้าได้ยินได้ฟังแล้วเป็นประโยชน์กับเรา มันจะเตือนให้ชีวิตของเรามีหนทาง มีเส้นทางของชีวิต

ถ้าเส้นทางของชีวิต ชีวิตนี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนถึงการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายไง ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ถ้าชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด แล้วที่สุดแล้วมันคือบทบาทสิ่งใดต่อไป

แต่ในปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม คนเราเป็นชาวพุทธๆ ชาวพุทธที่ทะเบียนบ้านมากมายมหาศาล สิ่งที่น่ากังวลใจและน่าเสียใจมาก ลูกศิษย์ลูกหาของพระกรรมฐาน ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาไง จนตรอกจนมุมขึ้นมาแล้วก็ทิ้ง ทิ้งสิ่งนี้ไป ทนความทุกข์ความยากไม่ได้

ทนความทุกข์ความยากไม่ได้ คิดว่าออกไปทางโลกจะไปประสบความสำเร็จในชีวิต มันก็จะไปทุกข์ไปยากมากกว่านี้ มากกว่านี้เพราะอะไร เพราะทางโลกเขาไม่มีศีลไม่มีธรรมไง ถ้าไม่มีศีลไม่มีธรรม มันมีแต่การหลอกลวง มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ มีแต่การแข่งขัน

แต่ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้ามีสิ่งใดที่มันขาดตกบกพร่อง หมู่คณะๆ ไง หมู่คณะเขาก็ดูแลเจือจานกัน แต่ถ้าเวลาหัวใจที่มันว้าเหว่ หัวใจที่มันทุกข์มันยากไง สิ่งที่มันจะจุนเจือๆ จุนเจือก็ด้วยศีลด้วยธรรมของตนเองไง

เวลามันตกทุกข์ได้ยากนะ ทางโลก ทางโลกเขาเวลาเขาตกทุกข์ได้ยาก เขาจนตรอกจนมุมไง ถ้าเป็นทางรัฐ เขาก็รัฐสวัสดิการ เขาช่วยเหลือเจือจาน แต่กว่าจะถึงรัฐสวัสดิการ คนที่ไม่รู้ไม่เห็นนะ ทุกข์ยากเจียนตาย

ฉะนั้น ลูกศิษย์กรรมฐานๆ เวลามันจนตรอกจนมุมแล้วกรรมฐานม้วนเสื่อ เห็นแล้วมันน่าสังเวช แต่มันก็เป็นกรรมของสัตว์ไง ถ้าเป็นกรรมของสัตว์ๆ

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าทะนุถนอมขนาดไหน เขาไม่มีน้ำใจและไม่รู้จักสิ่งใดถูกต้องชอบธรรม เขาก็จะตีรวนอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจวาสนานะ มันจะรู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมาบ้าง ถ้ามันรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้

กิเลสมันชูหาง กิเลสมันชูหางนะ

เวลาเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ไปเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ถ้ามีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันเพราะเหตุใดล่ะ

เวลาเกิดมา พระโพธิสัตว์ๆ ก็มีกิเลสตัณหาเหมือนกัน มีอวิชชาคือความไม่รู้ ถึงได้มาศึกษาค้นคว้าไง ถ้าศึกษาค้นคว้าขึ้นมา เพราะว่าคนเกิด คนเกิดมันยืนยันว่ามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

ถ้ามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก คำว่า กิเลส ทำให้เราขยะแขยง ให้เราไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่ไม่น่าจับต้อง แต่มันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นข้อเท็จจริงเพราะอวิชชา เพราะความไม่รู้อันนั้น เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา ลูกศิษย์กรรมฐานๆ ไง ถ้ายังมีอำนาจวาสนาอยู่ เขาจะสร้างคุณงามความดีของเขา ถ้าสร้างคุณงามความดีของเขา เส้นทางของชีวิตของเขา นี่ไง พระโพธิสัตว์ๆ ไง สร้างอำนาจวาสนามา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยไง

อำนาจวาสนาเต็ม เต็มแล้วเวลามาจุติไง มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง เวลาไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันจะเริ่มสิ่งใด

ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาล้มลุกคลุกคลานมามากมายขนาดไหน นี่คืออำนาจวาสนาของพระโพธิสัตว์นะ สร้างคุณงามความดีมาขนาดนั้น เวลาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเอาจริงเอาจัง ๖ ปีล้มลุกคลุกคลานมา ทำทุกรกิริยาต่างๆ เพื่ออะไร ก็เพื่ออยากจะพ้นจากทุกข์นี่ไง เพื่ออยากจะให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์

แต่การกระทำไป สิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ไปแสวงหากับเจ้าลัทธิต่างๆ นั่นน่ะมีกิเลสเจือปนมาในหัวใจของตนหรือไม่

มี มีเพราะความลังเลสงสัยไง

แต่ด้วยอำนาจวาสนา อุทกดาบส อาฬารดาบสไง เจ้าชายสิทธัตถะมีความสามารถ มีความรู้เท่าเรา เสมอเรา ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เป็นอาจารย์สอนได้

ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา เวลาครูบาอาจารย์ยกย่องแล้ว ครูบาอาจารย์รับประกันแล้ว ให้เป็นผู้อบรมบ่มเพาะ ให้เป็นผู้สั่งสอนได้

เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจ ไม่สนใจแล้วไม่เอา เพราะอะไร เพราะว่าตัวเองรู้อยู่ ตัวเองรู้อยู่ว่า สิ่งที่ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มีเป้าหมายอยู่แล้ว ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วมันมีอะไรบอกล่ะ มีอะไรเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจดวงนี้

เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาเกิดมาก็รู้ๆ อยู่นี่เกิดมา แล้วก็ปรารถนาจะไม่เกิดๆ แล้วเอาอะไรมาจะไม่เกิดล่ะ เพราะมันไม่มีสิ่งใดบอก ไม่มีสิ่งใดเป็นการยืนยันไง

ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ถ้าเป็นอภิญญามันรู้เรื่องฌานโลกีย์ เรื่องโลกทั้งหมดน่ะ รู้ เป็นไปได้ แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือปัญญาทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตน เข้าไปสู่ภวาสวะ เข้าไปสู่ภพ เข้าไปสู่จิตดวงนั้น

แล้วสิ่งที่ว่าเวลาสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เวลาทำแล้วมันไปไหนล่ะ

ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ กิญจัญญายตนะ วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เวลาเจริญงอกงามขึ้นไป มันสูงขึ้นไปไง เวลาถอยกลับลงมา เวลามันมีกำลังของมัน ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่เขาทำเขารู้

แต่คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นใหม่ๆ ขึ้นมาทำสิ่งใดไม่เป็น แล้วถ้าทำสิ่งนี้มันก็มหัศจรรย์ไง แต่ความมหัศจรรย์นี้มันเป็นของสมมุติ อารมณ์ก็สมมุติ มันสมมุติขึ้นมาให้มันเป็นจริงขึ้นมา แล้วมันเป็นจริงๆ ขึ้นมานั่นแหละ แล้วก็มีกำลังของมันนั่นแหละ แล้วเวลามันเสื่อมล่ะ

ถ้าจะทำสิ่งใด ตั้งเป้าหมายไว้ แล้วเข้าสมาบัติ เวลามันเจริญขึ้น กำลังมันมีเพียงพอแล้ว สิ่งที่เราตั้งแล้วไปได้หมดล่ะ ทำได้หมดล่ะ

สิ่งที่ทำ ทำแล้วได้อะไรล่ะ

เจ้าชายสิทธัตถะ เขายกย่องสรรเสริญขนาดไหน ไม่เอาๆ เวลาเอาจริงๆ ขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่!

ไอ้ว่านั่นก็กิเลส กิเลสมันจองหองพองขน กิเลสมันจะชูหาง

เอ็งไม่เคยเห็นหน้ามันก็แล้วกันแหละ ถ้าวันไหนเอ็งเห็นหน้ามัน เอ็งรู้เท่าทันมัน มันจะสลดสังเวช

แต่นู่นนั่นก็กิเลส นี่ก็กิเลส

ก็มันเป็นกิเลสจริงๆ ไง ก็มันมีอยู่จริงๆ ของมันตามข้อเท็จจริงไง ถ้ามันมีอยู่จริงๆ ตามข้อเท็จจริง อะไรเกิดมา สิ่งที่เกิด อะไรพาเกิด แล้วสิ่งที่เกิดมาแล้ว อวิชชาความไม่รู้นั่นน่ะ แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา แล้วจะให้มันสิ้นกิเลสไป ให้มันมีความสุขตามความเป็นจริงในพระพุทธศาสนา มันเอามาจากไหน

ที่มันจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนี่แหละ ถึงมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมๆ พระธรรมนี่สัจจะความจริงแล้ว เสวยวิมุตติสุขๆ

๖ ปีให้เขาพาเร่ร่อนไป ถ้าจะทำฝึกหัดปฏิบัติด้วยตัวเองก็ยังไม่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ฉันอาหารของนางสุชาดาแล้ว “ถ้าเรานั่งคืนนี้แล้วถ้าไม่สำเร็จจะนั่งจนตาย”

สุดท้ายแล้วกิเลสตาย พอกิเลสตายขึ้นมา วิมุตติสุขๆ ไง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบสัจธรรมอันนี้ กราบสัจธรรม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิมุตติสุขตามข้อเท็จจริงนั้น

เวลาเทศนาว่าการครั้งแรก ปัญจวัคคีย์ไง ได้พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สงฆ์องค์แรกของโลก มันเป็นการยืนยันไง เป็นการยืนว่า อริยสัจสัจจะความจริงนี้เป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง ผู้ที่ทำได้จริงมันจะเป็นสัจจะเป็นความจริง

ผู้ที่ยังฟังแล้วทำไม่ได้จริง เห็นไหม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้มา ๑ อีก ๔ ยังไม่จริง ฟังเหมือนกัน อยู่ในที่เดียวกัน เวลาอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปีมาด้วยกัน แต่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจพระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้น นี่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง มันมีเหตุมีผลของมัน แล้วถ้ามีเหตุมีผล “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” แสดงว่า เป็นการยืนยันว่าพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม

ถ้าเป็นธรรมๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมทั้งวิมุตติสุขนะ บุคคลคู่ที่ ๔ นะ

นี่มันบุคคลคู่ที่ ๑ ไง แต่เป็นคู่ที่ ๑ มันก็เห็นข้อเท็จจริงระหว่างโลกที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไประหกระเหินมา ๖ ปีนั่นน่ะ อุทกดาบส อาฬารดาบส สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นั่นน่ะ เดียรถีย์นิครนถ์มากมาย แล้วมันเป็นจริงเป็นจังมาตรงไหน มันมีอะไรเป็นจริงเป็นจัง แล้วถ้าไม่เป็นจริง มันเป็นกิเลสไหม แล้วชูหางไหม แล้วพองขนไหม เจ้าลัทธิต่างๆ พองขนไหม ชูหางไหม ชูหางพองขนทั้งนั้นแหละ

แล้วถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราศึกษาค้นคว้าของเราขึ้นมา ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เรามีสติปัญญาขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงขึ้นมา มันจะสงบเข้ามาในหัวใจของตน ถ้าเป็นความจริง

ถ้าไม่เป็นความจริงไง ศึกษาค้นคว้ามาแล้วชูหาง พอชูหางๆ ขึ้นมา ชูหางขึ้นมาแล้วมันเป็นอะไรล่ะ กิเลสชูหาง มันก็เป็นทิฏฐิมานะอันนั้นไง

เวลาถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทัน ด้วยสติด้วยปัญญา ถ้าเป็นธรรมๆ ก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เวลามันเท่าทันขึ้นมา หางมันตกเชียว

เราทำสิ่งใดไว้ ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันก็ทำด้วยความไม่รู้ของเราด้วยเต็มกำลังของเรานะ แต่ถ้ามีสติปัญญามันเท่าทันขึ้นมา มันเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกอันนี้ แล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา จากที่มันชูหาง มันหางตก หางตก พอมันหางตกขึ้นมามันเกิดสังเวช ถ้ามันเกิดสังเวช นี่ใจดวงนั้นน่ะ

เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดไง “จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก”

จิตถ้ามันมีทิฏฐิมีมานะของมัน มีเวรมีกรรม เวลามันเป็นวาระของมัน มันชูหางนะ มันอหังการ มันทำแต่ความผิดพลาดในหัวใจของตนโดยตนเองไม่รู้ เพราะอะไร เพราะเวลาคนส่วนใหญ่ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา คำว่า กิเลสๆ มันฟังแล้วมันน่าเบื่อหน่าย แล้วกิเลสมันเป็นอย่างไร

ไอ้ว่ากิเลสเป็นน่าเบื่อหน่าย แล้วเวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นกิเลส ถ้าเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง เราก็ชี้มันว่าสิ่งนั้นเป็นกิเลสๆ

มันเป็นกิเลสตรงไหน มันเป็นกิเลสมันเป็นที่อารมณ์ แล้วมันเป็นชื่อของกิเลสไง แล้วเราก็เหมารวมของเราไป แล้วถ้าสติปัญญาไม่เท่าทันนะ มันก็ชูหางเลยล่ะ

เวลามีสติปัญญาเท่าทันมัน นี่คือปัญญาอบรมสมาธิไง มันเป็นความชั่ว เป็นความชั่วร้าย เป็นความลุ่มหลง เป็นความเห็นผิด เป็นความขาดสติ ถ้าเท่าทัน หางตกเชียว หางตกเลยแหละ พอหางตกขึ้นมามันก็สังเวชๆ สังเวชเป็นครั้งเป็นคราวของมันไปอย่างนั้นน่ะ ถ้าคนที่ฝึกหัดปฏิบัติของเขาขึ้นมา

ถ้ามันไม่เป็นความจริง เพราะเขาไม่รู้เห็นกิเลส แล้วการประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดโดยกิเลสมันชูหาง เวลาชูหางขึ้นมามันก็ฉุดกระชากลากไปให้ล้มลุกคลุกคลานอย่างนั้นน่ะ ถ้าเวลาปัญญามันเท่าทัน มันก็หางตก

เวลามันหางตก เวลาถ้ามันรุนแรงขึ้นไป มันถึงกับขี้แตกเลยล่ะ ขี้แตกเยี่ยวแตกเพราะมันหางตก มันเศร้าใจของมันไง แต่มันเป็นข้อเท็จจริงตรงไหน นี่มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งสิ้นไง ถึงว่าไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลส แล้วก็ขยะแขยง แล้วมันก็น่าเบื่อหน่าย ไอ้โน่นก็กิเลส ไอ้นี่ก็กิเลส

ก็มึงไม่เคยเห็นมันน่ะ มึงไม่เคยเห็นมัน แล้วมึงก็ทำให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไม่ได้ด้วย

แล้วถ้ามึงทำเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาได้ด้วยนะ เวลาพระกรรมฐานๆ เวลากิเลสมันยกหาง เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง วงกรรมฐานๆ เราก็เป็นศิษย์มีครูไง เราก็ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเหมือนกันด้วยกัน ทำมาปฏิบัติมาด้วยกัน แล้วก็ยกหาง พอมันยกหางนะ มันก็ดันทุรัง ปฏิบัติไปด้วยการด้นการเดา ด้วยการดันทุรังของตน ดันทุรังไปอย่างนั้นน่ะ ไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

ถ้าไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันก็ดันทุรังของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วปฏิบัติก็ปฏิบัติไม่เป็นไง ทำสมาธิไม่เป็นก็ทำสมาธิไม่ได้ ก็ดันทุรังว่ามันเป็นธรรมๆ ก็ได้ดันทุรังไง ไอ้ทฤษฎีนั่นน่ะ ปริยัติมันเป็นธรรมะกระดาษ ไอ้ของเราเป็นธรรมะข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง เวลามันยกหาง มันเป็นธรรมขึ้นมาตรงไหนบ้าง

ถ้ามันจะเป็นธรรมของเราขึ้นมานะ มันจะศีลมีธรรมในหัวใจของตน ถ้ามันมีศีลมีธรรมในหัวใจของตน มันฝึกหัดปฏิบัติได้ข้อเท็จจริงของตนขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านมาแล้ว

เวลานั่งสมาธิไปก็นั่งหลับทั้งนั้นน่ะ จะเป็นสมาธิบ้างก็นั่งแช่ แช่สมาธิ มิจฉาทั้งนั้นน่ะ มันถึงไม่เห็นกิเลสไง

คำก็กิเลส สองคำก็กิเลส แล้วธรรมะมันอยู่ไหนล่ะ

ธรรมะก็มีการศึกษาของเรานี่แหละ ถ้าศึกษาขึ้นมา ศึกษาในภาคปริยัติ เป็นภาคปริยัติขึ้นมาก็มีทิฏฐิมานะว่าเป็นปัญญาชน ไอ้พวกนั้นพวกไม่มีการศึกษา ไอ้เรามีการศึกษา เรามีความรู้มาก

รู้มาก ทรงจำธรรมวินัยทั้งนั้นน่ะ ชูหางเชียว แล้วถ้ามีสติมีปัญญาเท่าทันได้เมื่อไหร่ หางตก หางตกเพราะว่าถ้ามีสติมีปัญญาแล้วมีอำนาจวาสนา

แต่คำว่า อำนาจวาสนา จริตนิสัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เราเป็นผู้วาสนาน้อย อายุแค่ ๘๐ ปี”

๔ อสงไขยไง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย อำนาจวาสนาสร้างมามากน้อยขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ไง พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ภายภาคหน้า ๑๖ อสงไขย แปดหมื่นปี เวลาสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะอะไร

อนาคตังสญาณ ปิดตาท่านไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เห็นทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลามาพูดเปรียบเทียบไง “เราวาสนาน้อย อายุ ๘๐ ปี”

คำว่า วาสนาน้อย วาสนาน้อยมันก็เรื่องเวล่ำเวลาเท่านั้นน่ะ แต่ว่าเวลาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะมาวาสนาน้อยตรงไหน

อำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธกิจน่ะ กิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอจินไตย อจินไตย เราจะมีความรู้เทียบเคียงหรือว่ารู้ถึงภาระหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปไม่ได้ เป็นอจินไตย พุทธกิจ กิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพียงแต่ที่เราเทศนาว่าการ เพราะเราศึกษามา ศึกษาธรรมและวินัย คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ถึงได้รู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บอกไว้ ใครจะรู้ อจินไตย ยิ่งใหญ่

แต่ด้วยอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอาสวักขยญาณ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ พระศรีอริยเมตไตรย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็จะมาตรัสรู้แบบนี้ ตรัสรู้แบบนี้ เวลาสิ้นกิเลสวิมุตติสุขๆ ไง ถ้าวิมุตติสุข สุขในพระพุทธศาสนา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น

พระพุทธศาสนาปฏิเสธทั้งหมด เวลาลัทธิศาสนาอื่นเขาเคารพบูชาสิ่งใด พระพุทธศาสนาปฏิเสธทั้งหมด นั้นส่งออก นั้นข้างนอก

ฉะนั้น เวลาเจ้าชายสิทธัตถะ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาฌานโลกีย์ๆ ไอ้เรื่องฌานๆ ฌานๆ เขาชอบกัน ถ้าชอบกันเป็นทางโลก เพราะทางโลกเขาอยากมีฤทธิ์มีเดชไง คิดว่าสิ่งที่มีฤทธิ์มีเดชนั้นจะเป็นคุณประโยชน์ไง มันเป็นคุณประโยชน์ มันเป็นเรื่องฤทธิ์เรื่องเดช เรื่องคงกระพันชาตรี นั่นเป็นเรื่องของโลกเขา ถ้าเป็นเรื่องของทางโลกเขา แล้วเป็นของชั่วคราวด้วย

แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนาไง ถ้าเราศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ถ้าเราบวชพระหรือเราเป็นนักปฏิบัติ เราลูกศิษย์กรรมฐานไง ลูกศิษย์กรรมฐานเรามีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานใหญ่ เป็นผู้ที่คอยแก้ไขผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติไง

แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วจะเอาอะไรไปแก้ไข แล้วแก้ไขอะไร รู้อะไร เห็นอะไร

ต้องมีการแก้ไข มันจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้ามันจับต้นชนปลายเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไง มันเป็นความเห็นผิดไง เพราะกิเลสมันยกหาง พอมันยกหาง มันดันทุรัง ดันทุรัง ดันทุรังด้วยความเห็นผิด ดันทุรังไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน โดยตนเองไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนั้นน่ะกิเลสมันยกหาง

ถ้ากิเลสมันยกหางเพราะอะไร

เพราะไม่รู้จักมัน ไม่เคยเห็นหน้ามัน แล้วไม่เคยกำราบปราบปรามมัน จะรู้จักมันได้อย่างไร

ถ้าจะรู้จักมัน เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

การทำความสงบของใจของเรา มันก็เป็นเรื่องสมกรรมฐาน เรื่องของโลกทั้งหมด เรื่องของสมมุติ เรื่องของโลกทั้งหมดที่เขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สูงสุดถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม คือเขาก็ทำสมาธิได้ เขาทำสมาธิของเขา ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนานะ

แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา เขาทำสมาธิไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปๆ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์เราท่านบอกว่า แม้แต่พระกรรมฐานยังทำสมาธิกันไม่เป็น ทำสมาธิกันไม่เป็น เพราะถ้าทำสมาธิเป็น มันจะรู้จักว่า มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ

“สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ”

ที่พวกทางโลกทางปัญญาชนเขาถากเขาถางนี่ไง แล้วไอ้พระปฏิบัติด้วยกันก็น่าอาย ก็ไม่กล้าโต้แย้ง ก็ยอมรับด้วยความจำนนไง

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง สมถกรรมฐานสำคัญมาก

ถ้าทำสมถกรรมฐานไม่ได้ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานในการรื้อภพรื้อชาติ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชพระๆ บวชพระแล้วเป็นพระปฏิบัติด้วย ถ้าพระปฏิบัตินะ ครูบาอาจารย์ของเราเวลาท่านเทศนาว่าการให้ขวัญและกำลังใจไง

นักรบ ไม่ใช่นักหลบ นักรบ นักรบต้องซื่อสัตย์สุจริต เพราะนักรบจะพยายามศึกษาและพยายามค้นคว้าหาจิตของตน ในการรบด้วยจิตตภาวนา

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ในทางโลกๆ เขาจะรบกันโดยสงคราม จะรบโดยสงครามเศรษฐกิจ จะรบกันโดยสติด้วยปัญญาอย่างไรแล้วแต่ นั่นการรบอย่างนั้นสร้างเวรสร้างกรรมทั้งสิ้น

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ไง ชนะตนสำคัญที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นกิเลส ชำระล้างกิเลส แล้วเยาะเย้ยกิเลสไง

เวลาพญามารๆ เพราะเห็นกิเลส ชำระล้างกิเลส ครอบครัวของกิเลสไง เจ้าวัฏจักรคือพญามาร มีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีลูกมีหลานมากมายมหาศาล

แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา เวลามันพาดกระแส อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ นั่นบุคคลคู่ที่ ๑ แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านแก้จิตๆ ไง จะพยายามฝึกหัดปฏิบัติ

นักรบ จิตตภาวนา นักรบจะรบกับใคร แล้วหาสถานที่รบของตนได้หรือไม่ แล้วรบอย่างใด

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

นี่ไง เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยาก

“แล้วกิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร”

ตัณหาความทะยานอยาก เห็นไหม ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เวลาตัณหานี้เป็นสมุทัย ตัณหาคือกิเลส

แล้วกิเลสรูปร่างมันเป็นอย่างไร

รูปร่างมันเป็นอนุสัย มันเจือมากับความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งหมด ทั้งหมด เพราะมันเกิดจากจิตไง พญามารอยู่ที่จิตไง เห็นไหม พญามารอยู่ที่ฐีติจิต แล้วเวลามันเคลื่อนก็ลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วออกไปเป็นอุปาทาน เป็นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาไง ร้อยแปดพันเก้า

ถ้าเป็นนักรบ เราไม่ใช่ให้กิเลสมันชูหาง กิเลสมันยกหาง เวลายกหางก็พระกรรมฐานเป็นนักรบ แล้วก็ดันทุรัง ดันทุรังไปโดยทิฏฐิมานะ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้ามันจะมีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้าใจสงบระงับมันก็เท่ากับลัทธิความเชื่อในโลกนี้ทั้งหมด ลัทธิความเชื่อในลัทธิทั้งหมด เขาต้องให้เชื่อฟังพระเจ้าของเขา ให้เชื่อฟัง เป็นผู้พยากรณ์ เป็นผู้ให้ขวัญ แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิเสธหมดเลย

เวลาเทวดา อินทร์ พรหม ก็เห็นอยู่ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการก็เห็นอยู่ นั่นมันก็เป็นผลของวัฏฏะ มันเป็นผลของวัฏฏะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันก็มีอยู่แล้ว แล้วเราด้วยอำนาจวาสนา เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดเป็นมนุษย์นะ มีกายกับใจ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง

แล้วพระพุทธศาสนา เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมา เห็นไหม ปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติมีการศึกษามากน้อยขนาดไหนก็พ่อออกจารย์ เป็นอาจารย์ใหญ่ เข้าใจในเรื่องหลักการในพระพุทธศาสนา มันก็เป็นประเพณีวัฒนธรรมเท่านั้นน่ะ มันภาวนาไม่เป็นของมันหรอก

แล้วภาวนาไม่ได้ก็ชูหาง เวลาชูหางขึ้นมาก็มีทิฏฐิมานะ มีปัญญาชน แล้วก็ชน ชนกันแหลกลาญไปนั่นน่ะ โต้แย้งกันด้วยพิธีกรรม ก็วิธีปฏิบัติเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

เวลามากรรมฐานไม่พูดเลย ทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบระงับแล้วค่อยมาคุยกัน

คำว่า มาคุยกัน” ไง จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้าจิตมันสงบ สงบอย่างไร สงบมาเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา

ถ้ามันเป็นมิจฉา แช่อยู่อย่างนั้นน่ะ

ครูบาอาจารย์ท่านบอกเลย ปฏิบัติแช่อยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเวลานั่งก็นั่งสัปหงกโงกง่วง หลับอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ตื่นขึ้นมาไง ไม่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่ผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ตื่น ไม่ใช่ผู้เบิกบาน มันเป็นการดันทุรัง ดันทุรังด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากนั่นแหละ แต่ตัวเองไม่รู้เพราะ “กิเลสตัวมันเป็นอย่างไร เราไม่เคยรู้เคยเห็นมัน”

ถ้าจิตสงบแล้วถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ มันสะดุ้งเลยแหละ โอ้! กิเลสๆ แล้วพอเห็นกิเลสแล้ว ทัศนคติแตกต่างไปเลย แตกต่างจากความรู้สึกนึกคิดเดิม แตกต่างจากความรู้สึกนึกคิดเดิม

เพราะทรงจำธรรมวินัย ฟังธรรมๆ ฟังธรรมด้วยความเป็นสัญญา สัญญาความจำได้หมายรู้ก็คิดว่ากิเลสจะเป็นอย่างนั้น เพราะคำก็กิเลส สองคำก็กิเลส กิเลสมันเป็นที่น่าขยะแขยง เป็นที่ไม่ต้องการทั้งสิ้น ฉะนั้นก็ชี้หน้ามันเลย นั่นกิเลสๆ

นั่นน่ะสมมุติทั้งนั้นน่ะ ไม่มีความจริงเลย

เวลาเป็นความจริงขึ้นมา โอ้! กิเลสมันอยู่กับเรานี่ แล้วถ้ารู้แล้วนะ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม จับแล้วฝึกหัด ฝึกหัดใช้สติปัญญา การฝึกหัดใช้สติปัญญานั่นน่ะ นี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา

เริ่มต้นจากทำความสงบ ถ้าเป็นทางโลกก็ชูหาง หางตกอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าเป็นทางธรรมจะปฏิบัติขึ้นมา ก็ยกหาง ดันทุรัง ว่าฉันนี่เป็นผู้นักปฏิบัติ ปฏิบัติด้วยความถูกต้องชอบธรรม เวลามันถูกต้องชอบธรรมก็ดันทุรังอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ดูถูกดูแคลนคนอื่นเขาไป เหยียบย่ำทำลายเขาไปทั่ว แต่ความจริงในใจไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านให้อ่อนน้อมถ่อมตน พยายามรักษาหัวใจของตนให้ได้ ถ้ารักษาหัวใจของตนได้ แล้วพยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันสงบระงับเข้ามา

ถ้าสงบระงับเข้ามา เพื่อความที่เกิดมาเป็นโลก เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนา ได้มีศรัทธาแล้วฝึกหัดปฏิบัติ ได้มีศรัทธาออกบวชเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

ถ้าทำความสงบของใจของตนเข้ามาได้ ทำความสงบของใจเข้ามาได้ มันจากเรื่องโลกไง ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันจะยกเข้าสู่ธรรมไง

โลกียะ โลกุตตระ สิ่งที่เป็นโลกียะ ความรู้สึกนึกคิดที่เราใช้สติปัญญาอย่างนี้ ถ้าเป็นทางโลกๆ เดี๋ยวมันก็ชูหาง ชูหางก็เกิดทิฏฐิมานะ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน มันเกิดธรรมสังเวช มันก็หางตก แล้วทำอย่างไรต่อ

เป็นชั่วครั้งชั่วคราว

มันถึงเห็นมากมาย เห็นแล้วสังเวชมาก เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมาก็อยากจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พอจนตรอกขึ้นมาแล้วก็กรรมฐานม้วนเสื่อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ จนตัวเองก็รังเกียจกิเลสในหัวใจของตน ทำไมมันเหยียบย่ำทำลายเราได้ขนาดนี้ไง

ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา ถ้าเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง พยายามทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจแล้ว ถ้ามันยกหางนะ มันไม่ใช่ความสงบจริง มันเป็นสัญญา มันเป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วก็แช่ แช่อยู่อย่างนั้นน่ะ แช่โดยความเห็นผิดไง ถ้ากิเลสมันยกหาง

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ถ้าเป็นความเป็นธรรมนะ เราทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจแล้ว ถ้าสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบระงับ แล้วรักษาได้ยากนัก

เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ท่านจะรักษาของเรา สิ่งใด เราเกิดเป็นมนุษย์ไง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไง สังคมต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระแล้ว ถ้าธุดงค์ไปองค์เดียวก็จบเรื่อง ถ้าไปด้วยกัน มันก็ต้องมีการระลึกถึงกัน มีการกระทำ มันมีปัญหาไปหมดน่ะ ฉะนั้น ถ้ามีสิ่งใดที่มันเป็นการขัดการแย้ง เขาจะพยายามช่วยเหลือเจือจานกัน

เวลานักปฏิบัติ เราต้องการความสงบ เราต้องการสิ่งใด เราคิดสิ่งใด ใจเขา ใจเราไง เราคิดสิ่งใด เขาก็คิดเหมือนเรานี่แหละ ถ้าเขาต้องการความสงบ เราก็พยายามให้โอกาสต่อกัน เราจะไม่ทำความขัดแย้งอะไรขึ้นมาให้มันเป็นผลกระทบในการปฏิบัติของเขา

แล้วเวลาทำเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามามันจะเห็นคุณค่า ถ้าเห็นคุณค่าแล้ว ถ้ามันมีวาสนานะ มันไม่ยกหาง

ถ้ามันยกหางขึ้นมา มันดันทุรัง แล้วดันทุรังแล้วมันก็จะแช่ แช่อยู่อย่างนั้นน่ะ

คำว่า แช่ มันจะเป็นสัญญาแล้ว เพราะสัญญามันเป็นของคงที่ตายตัว เราจำได้ เราจำอารมณ์นั้นได้ แล้วเราก็เอาอารมณ์อย่างนั้นเข้ามาเสพตลอด แล้วมันจะไปไหน มันก็แช่อยู่ในอารมณ์อย่างนั้นไง

แต่ถ้าเป็นความจริงๆ ความจริงผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมีครูบาอาจารย์แก้จิตๆ ไง ถ้าจิตมันสงบ เวลาคลายตัวออกมามันเป็นอย่างไร เวลาจิตสงบ สงบมีความสุขไหม แล้วสงบทำไมรักษามันไม่ได้

ถ้ารักษาไม่ได้ เห็นไหม ครูบาอาจารย์เราอดนอนผ่อนอาหาร จะย้อนกลับมาดูพฤติกรรม ดูศีลของเราเลย

แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลามีผลกระทบไง ถ้าจิตมันกระทบสิ่งนี้แล้วมันจะสั่นไหวมาก ถ้าจิตเวลามันโกรธขึ้นมา แล้วกว่าจะระงับได้ ๒ วัน ๓ วัน เวลามันโกรธไง โกรธแล้วคิดซ้ำคิดซากอยู่อย่างนั้นน่ะ สมบัติบ้า สมบัติบ้าอย่างนี้ชอบนัก

ไอ้นู่นก็กิเลส ไอ้นี่ก็กิเลส แต่เวลาอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาในใจไม่รู้จักมัน

ไอ้นั่นมันกิเลส กิเลสนั่นมันชื่อไง ศึกษาธรรมวินัยนะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะฝ่ายมาร ฝ่ายมารเป็นของชั่วร้ายทั้งนั้น แล้วศึกษาก็จำชื่อมัน แล้วจำชื่อมันก็สร้างอารมณ์ขึ้นมา พยายามจะเทียบว่ามันเป็นกิเลสอย่างไรๆ นั่นกิเลสปลอมๆ ทั้งนั้นน่ะ นั่นน่ะรูปแบบของกิเลสที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เวลาศึกษาขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลาที่กิเลสมันพลิกมันแพลง มันล่อมันลวง ไม่รู้จักมัน

เวลาถ้าเราทำความสงบของใจของเราเข้ามาได้ ใจสงบระงับแล้วเวลามันเสื่อม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วจิตมันจะสงบระงับอยู่อย่างนี้ตลอดไปมันเป็นไปไม่ได้ แล้วสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเพราะอะไร

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

มันมีเหตุของมันสิ ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติมาไง บริกรรมมากน้อยขนาดไหน ถ้าไม่ได้ก็บริกรรมไวๆ แก้ง่วงเหงาหาวนอนให้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ก็อดนอนผ่อนอาหาร สิ่งที่พลังงานที่มันมากมายมหาศาล ธาตุขันธ์ทับจิต

ไอ้เราก็คิดว่า แหม! เราถือศีลอย่างนี้ พระปฏิบัติเคร่งครัดนัก เวลาปฏิบัติขึ้นมาจริงๆ กิเลสมันพลิกแพลง มันใช้ประโยชน์ของมันได้

อดนอนผ่อนอาหาร เวลาอดนอนผ่อนอาหารแล้วเผชิญหน้ากับมันเลย เวลาเผชิญหน้ากับมัน เวลามันหิวมันโหย มันหิวโหยอย่างไร

เวลาโดยกิเลส “เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาแล้วมันก็เป็นธรรมชาติ มันต้องการอาหาร มันต้องการพักผ่อน มันเป็นเรื่องธรรมดา เราจะไปเข้มข้นรุนแรงเกินไปมันไม่เป็นประโยชน์”

นั่นน่ะ นั่นน่ะตายหมด

เวลาเราผ่อนผัน เราก็ทำของเราได้ แต่เวลาที่มันเผชิญหน้ากัน มันจะเข้าด้ายเข้าเข็ม เรามีกำลังมากน้อยขนาดไหน

แล้วไม่ให้กิเลสมันยกหางนะ อย่าดันทุรัง อย่าทำแบบเดิมๆ แบบทำแล้วคิดว่ามันเป็นธรรม นั่นน่ะกิเลสมันยกหาง เพราะเอ็งไม่เห็นมัน

แต่ถ้ามันสงบระงับเข้ามา มันสงบระงับเข้ามาเป็นธรรมไง ถ้ามันเป็นธรรม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วมันอยู่กับเราไหมล่ะ มันอยู่กับเราได้มากน้อยขนาดไหน

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง เวลาถ้าจิตมันสงบนะ บางทีอยู่ได้ ๓ วัน อยู่มีความสุขมาก ไปไหนมีแต่เหมือนลอยไปเลย เบากาย เบาใจ หัวใจนี้ปลอดโปร่ง โลกนี้ของเรานะ โลกนี้คือของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติได้ตามข้อเท็จจริง โลกนี้ของเราเลย แต่ท่านบอกว่าอยู่กับเราได้แค่ ๓ วัน เดี๋ยวมันก็คลายออก

พอเข้าสมาธิแล้ว ออกจากสมาธิแล้วจะมีความสุข ความตั้งมั่นอย่างนี้ ๓ วันอย่างมาก ฉะนั้น คำว่า ๓ วัน” ใช่ไหม แต่ถ้าเราทำต่อเนื่องไป ขณะนั้นทำเป็นสมาธิได้ เวลาคลายออกมา เราก็ฝึกหัดต่อเนื่องกันไป มันอยู่ในฝ่ายเหตุ ฝ่ายเหตุคือฝ่ายกระทำ ด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยคำบริกรรม ด้วยปัญญาอบรมสมาธิ รักษาของเราไว้

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ถ้าธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน

เริ่มต้นน่ะเสื่อม คนฝึกหัดปฏิบัติ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ว่าปฏิบัติแล้วมันจะรู้จริง มันจะพิจารณาของมันได้ มันจะทำของมัน

ไม่มีหรอก

กิเลสนี้ร้ายนัก แก่นของกิเลสนะ กิเลส สิ่งที่คงที่ตายตัวเหนียวแน่นในจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรเหนียวแน่นไปกว่ากิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของคน แล้วมันติดหัวใจดวงนี้ไป เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม มีกิเลสทั้งนั้นน่ะ

เว้นไว้แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พาดกระแส คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ ก็จะเป็นอกุปปธรรมอยู่กับใจดวงนั้น ถ้าไม่ถึงที่สุดไปเกิดบนพรหม เกิดเป็นเทวดา แต่เป็นเทวดาอริยบุคคล นั่นก็ข้อเท็จจริงในใจของเขา

อกุปปธรรมไม่มีเสื่อมสภาพ แต่ไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะตามแต่อำนาจวาสนาของจิตดวงนั้น

ฉะนั้น สิ่งที่เทวดา อินทร์ พรหม กิเลสทั้งนั้น แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์ล่ะ ก็กิเลสเหมือนกัน แต่มีอำนาจวาสนา แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมานี่

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงแล้ว เวลาฟังธรรมๆ ด้วยอำนาจวาสนาของตนไง สิ่งที่เป็นกิเลสๆ กิเลสก็ศึกษาไว้ แต่เอ็งไม่รู้จักมันหรอก

ถ้าเอ็งจะรู้จัก เห็นมันเมื่อไหร่ นั่นแหละจะไม่รำคาญคำว่า กิเลส” เลย

เพราะกิเลสจริงๆ เป็นนามธรรม เป็นสมุทัย อยู่ท่ามกลางหัวใจของคน กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต อยู่ที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ในวัฏฏะนี้ไม่มีใครรอดพ้นอำนาจไปได้

เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจ จิตมันสงบระงับเข้ามามากน้อยขนาดไหน มันเจริญแล้วเสื่อมๆ รักษาของเราไว้ ถ้ารักษาของเราไว้นะ รักษาของเราไว้ได้ เราก็จะรักษาศรัทธาความเชื่อ รักษาสัจธรรมในหัวใจของตน

ถ้ารักษาไม่ได้มันก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไง แล้วก็เข้าๆ ออกๆ ไง เดี๋ยวก็เลิก เดี๋ยวก็กลับมาปฏิบัติใหม่ มันก็เป็นกรรมฐานม้วนเสื่อไง

แต่ถ้าเป็นผู้ที่เป็นจริงเป็นจัง ผู้ปฏิบัติจริงเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี

นี่เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้า ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ถ้าเราทำให้มันถูกต้องชอบธรรม แต่มันจะถูกต้องชอบธรรมได้หรือไม่ได้มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของเรา คือวางอารมณ์ไง

อารมณ์ที่มันถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นธรรม อารมณ์ที่เป็นมิจฉา อารมณ์ที่มีความเห็นผิด มันก็เป็นผลของการกระทำผิดไง แล้วก็เวลาผิดกับถูกล่ะ เราทำอย่างไรให้มันเป็นข้อเท็จจริง

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นรู้ชัดๆ

รู้ชัดๆ เพราะอะไร

เพราะเวลาเป็นมิจฉา เวลากิเลสมันยกหาง เวลามันดันทุรัง เวลาทำสิ่งใดไป เวลาดันทุรังด้วยการดันทุรังของตน ไปเห็นชอบตามความพอใจของตน แล้วก็มีอารมณ์ตามความพอใจนั้นน่ะ ก็คิดว่าเป็นธรรมๆ มันเป็นไหม

มันไม่เป็น มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นกิเลสยกหาง

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามา สิ่งที่ทำมาแล้วนั่นก็เป็นอดีต ไม่วิตกกังวลกับสิ่งใดทั้งสิ้น เราจะทำปัจจุบันธรรมอันนี้ ถ้ามันเป็นจริง เราจะต้องปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คือรู้จริงเห็นจริง

แล้วเรารู้งงๆ รู้ไม่จริง รู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสัญญา โดยการศึกษา โดยการฟังมา โดยการจำมา เป็นสัญญาทั้งสิ้น ความจริงไม่มี เพราะความจริงไม่มี ถึงไม่รู้จักกิเลสและไม่เห็นกิเลส

แต่ความจริงมันมีนะ เริ่มต้นถ้าจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ทำไมถึงเป็นความจริงล่ะ

เป็นความจริง เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ ไง โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล คู่ที่ ๑ มันจะเข้าสู่ความจริง ถ้าเข้าสู่ความจริง มันจะย้อนกลับ ปัญญาที่ทวนกระแสกลับ

กลับไปที่ไหน

กลับไปที่จิตภาวนา

พอปัญญาอย่างนี้เกิด พอจิตตภาวนาเกิด อ๋อ! เริ่มต้นมันก็ยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าฝึกหัดปฏิบัติบ่อยครั้งเข้ามันจะเห็นเลยว่า อ๋อ! เพราะถ้าปัญญาอย่างนี้เกิด ปัญญาอย่างนี้เกิดจากศีล สมาธิ เกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาอย่างนี้เหยียบย่ำย่ำยีกิเลสในใจของตัวเอง

จนหลวงปู่มั่นว่า “อ้อ! มันต้องอย่างนี้สิ”

แต่เดิมท่านก็ใช้ปัญญาของท่านมาตลอด แต่มันไม่เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนี้ มันเท่าเดิมไง เพราะจิตเราไม่มีอะไรเจริญงอกงามขึ้น

แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ใจก็สงบ มันก็มีความสุข ก็เสื่อม แล้วถ้าไม่มีวาสนา ก็ความสงบสุขนี้คือนิพพาน ติดสมาธิไง

ทั้งๆ ที่สมาธิ ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรม เป็นมิจฉา มิจฉายังติดมันอีกนะ แล้วถ้าไม่เป็นก็แช่อยู่อย่างนั้นไง แช่อยู่อย่างนั้น แช่จนไม่มีอะไรเจริญก้าวหน้า แช่จนหมดอายุขัยไป ตายเปล่า

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่แก้จิตๆ จิตที่แก้ไข แก้ไขด้วยธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปุถุชน กัลยาณชน

ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ปิดหูปิดตา รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มันเข้าใจของมันไปอย่างนั้น มันเข้าใจรูป รส กลิ่น เสียง มันสั่นไหวหัวใจเราไปหมด ทำความสงบของใจไม่ได้หรอก

แล้วฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าใช้ปัญญาอบรมสมาธิ มันจะเห็นโทษของมัน รูป รส กลิ่น เสียงมันสักแต่ว่า รูป รส กลิ่น เสียง ถ้ามีสติปัญญา มันรังแกหัวใจเราไม่ได้ เสียงจะทำให้เราหวั่นไหวไปกับมัน ก็หวั่นไหวไปจนทุกข์ยากขนาดนี้แล้วไง ถึงมันจะเป็นเรื่องจริงอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามีสติปัญญามันวางได้หมด ถ้ามันวางได้ นี่เป็นกัลยาณชน กัลยาณชน รูป รส กลิ่น เสียงมันไม่รังแกหัวใจดวงนั้นมาก

แล้วทำความสงบของใจให้ได้มากขึ้น ทำความสงบของใจให้ได้ง่ายขึ้น มันก็แบบที่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงอันนี้ไง ถ้าตามข้อเท็จจริง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ก็ด้วยมีเหตุมีผลอย่างนี้ รักษาอย่างนี้

ความว่าเจริญแล้วเสื่อมๆ มันก็มีกำลังมากขึ้น ถ้าจิตมันมีกำลังมากขึ้น ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ โดยสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่กิเลสยกหางนะ

ถ้ากิเลสยกหาง มันดันทุรัง “อ้าว! กูก็เป็นน่ะ กูก็ทำได้ กูก็เห็นสติปัฏฐาน ๔”

นึกเอา โลกๆ ทำไมจะนึกไม่ได้ กรณีอย่างนี้จะโทษใคร เพราะอะไร เพราะเราก็มีการศึกษามาไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา ทำไมจะไม่รู้ ก็ศึกษามา กูความรู้เต็มหัว กูทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่นึกเอาทั้งนั้นหมดเลย

ถ้ามันนึกเอามันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง ด้วยความนึกไง ก็นู่นก็กิเลส จนรำคาญ จนเราเองก็รำคาญ อะไรก็กิเลสๆ แล้วกิเลสเป็นอย่างไรวะ

ก็มึงไม่เคยเห็นไง

แต่ถ้าจิตสงบแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน รู้เห็นก็ยังวิปัสสนาไม่เป็น วิปัสสนาไม่ได้ วิปัสสนาๆ เป็นไม่ได้ เพราะความชำนาญของตนไม่มี กำลังของตนไม่มี

บุคคลคู่ที่ ๑ นะ บุคคลคู่ที่ ๑ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วต้องมีกำลังของสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันถึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เราจะเปิดหนทางของจิตของเราเอง

เริ่มต้นเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง ปุถุชนคนหนา หนาด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายมหาศาล มีสติมีปัญญา มันเป็นวัฒนธรรมประเพณีเท่านั้นน่ะ ภาคปริยัติ

เวลาปฏิบัติๆ ศึกษามามากน้อยขนาดไหนใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วฝึกหัดทำความสงบของใจให้ได้ก่อน ถ้าทำความสงบของใจได้แล้ว ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้เป็น เวลาจิตสงบระงับ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง แล้วจะฝึกหัดก้าวเดินโดยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้น เวลาภาวนามยปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะมันเห็นกิเลส มันรู้จักกิเลส แล้วพิจารณาไปนะ อ๋อ!

เวลาพระปฏิบัติ เวลาปฏิบัติไปแต่ขั้นแต่ละตอน มันจะมีประสบการณ์ มีสัจจะมีความจริงในหัวใจดวงนั้น แล้วมีสัจจะมีความจริงในหัวใจดวงนั้นนะ เวลาภาวนาไปๆ เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง

ถ้ามันพิจารณาไปแล้วเวลามันล้มลุกคลุกคลาน ล้มลุกคลุกคลานเพราะเราขาดตกบกพร่องสิ่งใด สติชอบ งานชอบ เพียรชอบ สิ่งใดที่มันขาด มันไม่ชอบธรรม สิ่งใดไม่ชอบธรรม เราก็ต้องมาเสริมมาสร้าง มาฝึกมาหัด มาฝึกหัดเพราะอะไร

เพราะนักรบ นี่ไง นักรบแท้ๆ เลย รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน เราบวชมา บวชมาก็เพื่อจะรบกับกิเลส ถ้ารบกับกิเลส เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

การกระทำสิ่งใดที่กระทบกระเทือนเบียดเบียนคนอื่น ทุกๆ อย่างไม่ดีเลย ไม่ดีเลย แต่การจะเบียดเบียนกิเลส พยายามจะศึกษาค้นคว้า จะต่อสู้กับกิเลส นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่นชมอย่างนี้ ชื่นชมการกระทำ

กิเลสในใจของตน เราว่า กิเลสมันเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร

เวลาต่อสู้ไปแล้ว ตอนนี้จะรู้จักชัดๆ เลย รู้จักชัดๆ

เพราะเวลาทำไปแล้วมันกำลังไม่พอ เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาใช้ปัญญาไปแล้วๆ เวลากำลังไม่พอ มันไปนั่งมอง

หลายคนมากมาปรึกษาเลย “สู้ไม่ได้ๆ” เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา “สู้มันไม่ไหว สู้มันไม่ได้”

สู้มันไม่ไหวสิ เพราะมันเจ้าวัฏจักร มันครอบงำหัวใจเรามามากน้อยขนาดไหน

ขณะที่เราเป็นนักรบนะ เราเริ่มสู้ได้ เราเริ่มเห็นหนทาง เราก็เป็นนักรบที่ดีงามแล้ว เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่แล้ว ถ้าไม่เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ เวลาเริ่มต้นขึ้นมาแล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็อ่อนแอ แล้วก็พับเสื่อไป เดี๋ยวก็ปูเสื่อจะเอากับมันใหม่ อยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่ของเราก็ฝึกหัดปฏิบัติ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี แล้วพยายามเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เพราะมันแก่นของกิเลสไง

แก่นของกิเลส ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านเข้าใจกิเลส ท่านรู้จักกิเลสดี ถ้ารู้จักกิเลสดี มันไม่รามือ แล้วมันไม่ยอมใครทั้งสิ้น ถ้าเวลาเรามีสติมีปัญญาเท่าทันมันนะ มันก็หลบ กิเลสมันหลบอย่างนี้ มันก็วาง ก็เราคิดว่า โอ๋ย! ชนะแล้วๆ เดี๋ยวมันก็ฟื้นมา แล้วฟื้นมาคราวนี้จับต้นชนปลายไม่ได้เลยล่ะ

เห็นไหม เวลาพระกรรมฐานที่จะฝึกหัดปฏิบัติ เวลาฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมา เพราะอะไร เพราะถ้ากิเลสมันชูหาง เราก็เกิดทิฏฐิมานะ เราก็เกิดอหังการ เวลามีสติมีปัญญามันก็หางตก หางตก เราก็คิดว่าเราทำได้ เราเป็นธรรม

นั่นเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ

เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ากิเลสมันยกหาง เราก็ดันทุรังขึ้นมาจนไม่มีอะไรสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เราทำเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมาด้วยภาวนามยปัญญาไง ปัญญาที่มันเกิดขึ้น มันพิจารณาของมันไป เวลาที่มีกำลังของมัน กิเลสมันก็หลบ

กิเลสหลบ เราก็ไม่เข้าใจว่ากิเลสมันหลบ เราเข้าใจว่ามันพ่ายแพ้เรา เรานักปฏิบัติ มันคงเกรงใจเรา มันคงเคารพบูชาเรา มันก็เลยหนีไปเลย เห็นไหม พวกเราปฏิบัติไม่ต้องมีขณะก็ได้ไง

ไม่มีขณะก็ไม่มีที่มาที่ไปไง

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ท่านบอก มันไม่มีขณะ มันไม่มีเหตุมีผลไง

เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาด้วยความเพียร ด้วยความวิริยะ ด้วยความอุตสาหะ ด้วยการพัฒนาของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา แต่กิเลสมันจะอหังการ มันจะบิดเบือนตลอดไปๆ ถ้าตลอดไปขึ้นมา เวลาเราทำคุณงามความดีถูกต้องชอบธรรม มันก็ยังบิดได้ บิดได้ว่า ว่างหมด ปล่อยวางหมด

แล้วสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันล่ะ

เวลาครูบาอาจารย์แก้จิตๆ ท่านถึงบอกว่าให้ทำซ้ำ ทำซ้ำ ต้องทำซ้ำทำซาก เพราะอยู่ที่วาสนา ผู้ที่มีวาสนา ขิปปาภิญญา ถึงเวลามันขาด สิ้นเลย

แต่ถ้าผู้ที่ไม่มีอำนาจวาสนา ทำแล้วทำเล่าไง แล้วถ้าไม่มีวาสนานะ เวลามันเสื่อม กรณีอย่างนี้เวลาพิจารณาไปแล้ว เวลามันปล่อยวางแต่ไม่มีขณะ คือไม่สมุจเฉทปหาน มันเป็นตทังคปหาน มันชั่วคราวๆ พอชั่วคราวขึ้นมา มันเป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันยังอยู่ในอำนาจของ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา การประพฤติปฏิบัติของเรา เราปฏิบัติเพื่อเห็นไตรลักษณ์ ให้เป็นความเป็นอนัตตา แต่ตัวมันก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน

เวลาฝึกหัดปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับมาทำความสงบของใจเข้ามา

คำว่า กิเลสๆ สิ่งที่น่าเบื่อหน่าย น่าเบื่อหน่ายเพราะนั่นเป็นชื่อ นั่นเป็นทฤษฎี นั่นเป็นการเทียบเคียง นั่นเป็นการยกขึ้นเป็นตัวอย่างให้ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติรู้จักว่าอย่างนี้คือกิเลสๆ นั้นเป็นกิเลสคือภาคทฤษฎี

เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ เราต้องการความจริง

คนเจ็บไข้ได้ป่วยอยากรู้ว่าเราเป็นโรคสิ่งใด เราจะรักษาโรคนั้นให้หายขาดจากชีวิตของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็อยากจะเห็นหน้ากิเลส เราอยากจะเผชิญหน้ากับมันโดยใช้สติใช้ปัญญา

ถ้าในพระพุทธศาสนา สัมโพชฌงค์ นั่นน่ะเข้าไปเผชิญกับมัน วิจัยธรรมะ ธรรมวิจัย สัมโพชฌงค์ เกิดอินทรีย์แก่กล้าให้เข้าไปเผชิญกับมัน แล้วใช้สติปัญญา สัมโพชฌงค์ ๗ นั้นคือวิธีการที่เข้าไปเผชิญกับกิเลส แล้วรู้จักกิเลส เห็นกิเลสแล้วใช้สติใช้ปัญญาพิจารณาของมันไป

ถ้าตามข้อเท็จจริง ถ้ามันปล่อยมันวางขึ้นมาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เราก็ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เวลามันปล่อยแล้วก็จับต้องขึ้นมาได้ ถ้ากิเลสมันยังมีอยู่ ตัวมันเป็นๆ อยู่นั่นแหละ จับได้ แต่โดยเล่ห์โดยเหลี่ยม โดยอุบายวิธีการของมัน มันหลบ มันหลีก มันซ่อนตัว

การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา การประพฤติปฏิบัติมันจะดำเนินการต่อเนื่องไปเป็นปกติธรรมดา

แต่ถ้าเรา ถ้ากิเลสมันยกหาง มันดันทุรัง แล้วได้เป็นครั้งเป็นคราว แล้วมันก็ปล่อยวาง แล้วมันก็ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติ ถึงไม่มีขณะ แล้วไม่รู้ถึงเหตุผลของมันไง

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ครูบาอาจารย์ท่านบอกให้ทำขึ้นมา ให้มีอุบายวิธีการที่เผชิญหน้ากับมัน แล้วเผชิญหน้ากับมัน ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นกำลัง ปัญญามันเกิด มันจะรู้จะเห็นของมัน มันเข้าใจและพิจารณาปล่อยวางได้

แต่ถ้าสมาธิมันไม่มีกำลัง เราใช้ปัญญา มันเป็นสัญญา มันเป็นความคิดเหมือนกัน แต่กิเลสมันยิ้มเลย กิเลสมันหัวเราะเยาะด้วย ใช้อุบายเก่าๆ มึงใช้สติปัญญาสักหน่อยสิ มึงหลอกง่ายเหลือเกิน นี่ถ้าใช้สัญญา กิเลสมันหัวเราะเยาะเลย หัวเราะเยาะ แต่เราทุกข์ยาก

เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เราลงทุนลงแรงเหนื่อยยาก เราพยายามทำของเราให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาให้เป็นประโยชน์กับเรา แต่ด้วยการบิด ด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการกระทำของตน เพราะเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติใหม่

ครูบาอาจารย์ท่านพยายามจะให้กำลังใจ แล้วทำให้มันดีขึ้น ดีขึ้นขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วใช้สติปัญญาต่อเนื่องไป ถ้ามีสัมมาสมาธิเป็นกำลัง มันจะพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา มันก็ปล่อยๆ ถ้าปล่อยแล้วมันก็มีความสุขนะ

เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริงไง

เวลาปฏิบัติทุกข์แสนเข็ญ แต่เวลามันปล่อยมันวาง เห็นไหม อย่างที่ว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ถ้าจิตมันลงสมาธิ มันสงบไปได้ถึง ๓ วัน ๓ วันคือท่านทำจริงทำจังของท่าน แล้วท่านทำต่อเนื่องของท่าน ทำต่อเนื่องยกขึ้นสู่วิปัสสนา เพราะอะไร

เพราะคนเรามันเคยล้มลุกคลุกคลาน คนมันเคยเจ็บ คนมันเคยเวลามันเสื่อม เวลาเสื่อมแล้วกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมา

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ทุกองค์ ไม่มีองค์ไหนหรอกที่ไม่เคยเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ เวลาเจริญขึ้นมานี่ แหม! มีความสุขมีความดีงามทั้งนั้น เวลามันเสื่อมนะ หัวชนภูเขา แล้วมันเป็นความรู้สึกในใจไง หน้าตาก็อย่างหนึ่ง แต่ในหัวอกเร่าร้อน

แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติ เวลาจิตมันเสื่อมแล้วจะฟื้นฟูขึ้นมานี่แสนยาก แต่ก็มีการกระทำให้มันดีงามขึ้นมา พอดีงามขึ้นมา พอมีกำลังขึ้นมา เราน้อมไปสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ

เวลากิเลสมันหลบ กิเลสมันซ่อนตัว กิเลสมันล่อลวง นั้นเรารับรู้ได้ตลอด แต่พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันสมุจเฉทปหานไง มรรคสามัคคีไง เวลามันขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ขาดดั่งแขนขาด

คำว่า ดั่งแขนขาด มันขาดชัดๆ นิโรธ ขณะ เวลามันชัดเจนของมัน มันชัดเจนอย่างนั้น มันชัดเจนอย่างนั้นนะ ถ้าสังโยชน์มันขาด ขาดไปจากจิตดวงนั้น

นี่ไง ที่ว่ากิเลสอยู่ที่ฐีติจิต มีลูกมีหลานของมัน เวลาขาด หลานมันขาด เวลาขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เวลามันขาด กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ มันแยกหมด กิเลสมันแยกออกไป กิเลสกับจิตมันแยกออก เห็นไหม

คำว่า กิเลส โน่นก็กิเลส”

มึงไม่เคยเห็นน่ะ แล้วมึงไม่รู้ด้วยเวลากิเลสมันขาดไปจากจิต

ธรรมและวินัยในพระไตรปิฎกไง ดั่งแขนขาด กิเลสขาดแต่ละชั้นแต่ละตอน ขณะนี่ดั่งแขนขาด นิโรธ ดับทุกข์ มหัศจรรย์

มหัศจรรย์เพราะอะไร

“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังชื่นชมพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลก

แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาล้มลุกคลุกคลาน มีอำนาจวาสนาจะเป็นนักรบ รบกับกิเลสในใจของตน หน้าที่ของพระคือการรบกับกิเลสในใจของตัวเอง นักรบ นักรบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วรบจนหลานมันตาย มันขาด สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับหมด เกิดอีก ๗ ชาติ พระโสดาบันต้องรู้ความเป็นพระโสดาบันโดยสมบูรณ์แบบในใจของตน

ถ้าเป็นโสดาบันไม่รู้สถานะของความเป็นโสดาบัน เป็นโสดาบันได้อย่างไร

นักปฏิบัติมากมายบอกว่ามีดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน แต่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้จักจิตของตน ไม่รู้สิ่งใดๆ เลย นั่นน่ะกิเลสมันยกหาง มันดันทุรัง

“ก็พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ทำไมจะไม่เหมือนกัน ปฏิบัติลูกศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน ทำไมจะทำไม่ได้ มันต้องทำได้เหมือนกัน”

นี่เวลามันยกหาง มันดันทุรัง แล้วถ้าทำไม่ได้มันก็แช่ๆ แช่อยู่อย่างนั้นน่ะ

เพราะกิเลสเป็นนามธรรมไง แล้วความรู้สึกนึกคิดเราเป็นนามธรรมไง แต่เวลาเจ็บช้ำน้ำใจไม่นามธรรมนะ เวลามันทุกข์บีบคั้นหัวใจนัก

เวลาทำความปกติสุขขึ้นมา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เวลาสังโยชน์มันขาดดั่งแขนขาด มันจะเห็นตามความเป็นจริงว่ากิเลสมันเป็นอย่างไร

แล้วเข้าใจแล้ว แต่เดิมเราเข้าใจแต่ชื่อ เรามีการศึกษามา เราว่าสิ่งนั้นเป็นกิเลสๆ มันน่าเกลียดน่ากลัวไปทั้งสิ้น น่าเกลียดน่ากลัว เราก็ขยะแขยง แต่เราก็ไม่รู้ เราก็ไม่เห็น เราก็ทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาไม่ถูกต้องชอบธรรม มันก็ปฏิบัติพอเป็นพิธี พิธีปฏิบัติในพระพุทธศาสนา แล้วก็ว่าเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔

เมื่อใดทำความสงบของใจได้ มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เห็นไหม นี่แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ของพระพุทธศาสนา

แล้วเวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ หลานมันตาย ดั่งแขนขาด นิโรธ ขณะ ดับ นี่ไง จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ เกิดอีก ๗ ชาติ แล้วพิจารณาต่อเนื่องไปบุคคลคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔

เวลาเป็นมรรคๆ มรรคละเอียดลึกซึ้งกว่านี้ ลึกซึ้งกว่านี้เพราะอะไร เพราะกิเลสมันละเอียดลึกซึ้งกว่า แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติไปมันจะเป็นสติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาที่จะละเอียดรอบคอบกว่านี้

แล้วรอบคอบในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ เพราะกิเลสมันอาศัยกาย อาศัยเวทนา อาศัยจิต อาศัยธรรม นี่เป็นเครื่องมือเครื่องดำเนินของมัน กาย เวทนา จิต ธรรม สิ่งที่มีชีวิต แล้วถ้ามันยังมีกิเลส มันยังมีพ่อมีแม่ที่ฝังอยู่ในใจ เวลาปฏิบัติไปสมบุกสมบันมาก

เวลาปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมา เวลาปฏิบัติไม่เป็น ที่เวลาปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น เริ่มต้นจับพลัดจับผลูอะไรไม่ได้เลย เวลาจับพลัดจับผลูไม่ได้เลย เวลาศึกษามาเป็นภาคทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ

เพราะถ้าปล่อยทฤษฎี เราจะเป็นชาวพุทธได้อย่างไร เราเป็นชาวพุทธเราก็ต้องศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอาศัย เราก็ศึกษา ปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติตามนั้นน่ะ แล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน ไม่เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

เวลาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เป็นนักรบๆ ขึ้นมา เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลากิเลสมันขาด นี่แนวทาง

การประพฤติปฏิบัติลำบากที่สุดคือขั้นที่หนึ่ง ขั้นแรกสมบุกสมบันเพราะมันจะเปลี่ยนจากโลก จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่เรื่องโลก กามภพ รูปภพ อรูปภพ ถ้าไม่นิโรธ ไม่ดับทุกข์ ไม่มีต้นไม่มีปลาย เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อจะเข้าสู่ธรรมๆ จากโลกเข้าสู่ธรรม เวลาเข้าสู่ธรรม ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง แล้วมีเฉพาะในพระพุทธศาสนา แล้วมีในเฉพาะใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเท่านั้น

เพราะใจของผู้ปฏิบัตินั้น นั่นน่ะคือต้นเหตุ นั่นน่ะคือตัวจิต นั่นคือตัวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วจิตนี้เกิดในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ มาเกิดเป็นเราอยู่นี่ไง แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมาถ้าเป็นข้อเท็จจริงไง นี่พระพุทธศาสนาไง

นักรบ นักรบรบกับจิตของตนนี่แหละ รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจดวงนี้ไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลามันเป็นข้อเท็จจริง เป็นความจริงของเราขึ้นมา เวลาสมุจเฉทปหาน มันขาด สมบูรณ์แบบ แล้วต้องรู้

เพราะอะไร

เพราะไม่รู้คืออวิชชา เพราะความไม่รู้ถึงพาให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วปฏิบัติจนรู้นี่ แล้วไม่รู้ถึงสถานะของความเป็นจริง เออ! กูงงเหมือนกันนะ

แต่ถ้าเป็นความจริง สาธุ ดั่งแขนขาดและอยู่ในหัวใจดวงนี้ แล้วพยายามทำความสงบของใจให้มากขึ้น เพราะจะต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ ที่ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นไป

ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นไป เพราะกิเลสมันมีสถานะ จากหลาน ลูก จากพ่อจากแม่ จากปู่ ปู่คือนโยบาย ปู่นั่นน่ะเจ้าวัฏจักร ขั้นสุดท้ายนั่นน่ะ นั่นน่ะติดมาก

ครูบาอาจารย์ถ้าเป็นธรรม จบ ถ้าไม่ทำ ติดทั้งนั้น ไปได้ยากมาก

นี่ไง หลวงตามหาบัวท่านพูดไง ปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นกับคราวถึงที่สุด

อืม! จริง คราวถึงที่สุดนะ เจียนตาย ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาจริงก็แค่นั้น

ฉะนั้น เวลาในวงกรรมฐานไง ที่ว่าเพชรน้ำหนึ่สุดท้ายท่านบอกว่า เพชรน้ำสอง เพชรน้ำสาม น้ำซาวข้าวอีกต่างหาก

มีธรรมบ้างไหม มี เพราะมันยากไง มันทั้งยาก มันต้องมีสติมีปัญญา ต้องรอบคอบ แล้วรอบคอบภายนอก ภายในไง ภายนอกคือชีวิต ภายนอกคือปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิต ดำรงชีวิตไว้เพื่อประพฤติปฏิบัติ

การดำรงชีวิตถ้าผิดพลาด มันเป็นเรื่องทางโลกหมด ผิดพลาดมันก็แบกโลก มันเป็นโลกามิสไง สรรเสริญ เยินยอ ยกย่อง ติดไปกับเขา แล้วถ้าติดไปกับเขา คืออารมณ์ความรู้สึกมันก็พาดพิงอารมณ์อย่างนั้นไปตลอด มันจะปล่อยวางเรื่องอย่างนั้นมาสู่สัมมาสมาธิได้อย่างใด ถ้าหลงโลก มันไปกับโลกโดยการเยินยอ ยกย่อง ปอปั้น มันเป็นเรื่องของโลก

ถ้าเรื่องของธรรมล่ะ

เรื่องของธรรม ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม หัวรถจักรไง ท่านรับผิดชอบไว้ให้หมด แล้วเราต่างหากที่จะเข้าสู่ทางจงกรม เข้าสู่การฝึกหัด นั่งประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

นี่ไง สร้างวัตถุมันสร้างได้ง่ายๆ ขนาดว่าสร้างกัน สร้างได้ง่ายๆ ดูวัดทั่วไป โอ้โฮ! มันจะเป็นโรงลิเกหมดแล้ว มันจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั่นน่ะ

แล้วถ้าเป็นวัดกรรมฐาน ก็ไม่มีหน้ามีตา ก็ไม่เท่าเทียมทางโลกเขา

ก็เท่าเทียมโลกก็เท่าเทียมโลกามิสนั่นไง เท่าเทียมโลกมันก็จะไปอยู่กับโลกไง

ถ้าใจมันเป็นธรรม มันจะเข้ากับธรรม แล้วถ้าเข้ากับธรรมไง สัปปายะ กายวิเวก จิตวิเวก สัปปายะ ๔ หมู่คณะเป็นสัปปายะ หาหมู่คณะที่ดีงาม อาหารเป็นสัปปายะ สถานที่เป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ถ้าเป็นสัปปายะจะรู้ว่าโลกกับธรรม

โลกก็โลก เราเกิดมากับโลก เราอยู่กับโลก เราปฏิเสธโลกไม่ได้หรอก แต่ก็ให้มันเป็นโลกอยู่นั่นสิ อย่าให้มันรุกล้ำเข้ามาในเรื่องของธรรม ถ้าธรรม สัปปายะ ๔ แล้วครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านปกป้องคุ้มครองไว้ให้ฝึกหัดปฏิบัติธรรม

เพราะการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก แล้วได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว แล้วเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามหัศจรรย์และยิ่งใหญ่มากๆ แต่ยิ่งใหญ่ด้วยอริยสัจ ยิ่งใหญ่ด้วยสัจธรรม ไม่ใช่ยิ่งใหญ่โดยวัตถุ ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ด้วยวัดวาอารามที่มหัศจรรย์ ไม่ใช่

สร้างคนแสนยาก สร้างหัวใจนั้นต่างหาก หัวใจที่เป็นนักรบๆ ไม่ให้กิเลสมันชูหาง ไม่ให้กิเลสมันยกหาง ถ้ามันชูหาง ก็เคลิบเคลิ้มกับมันไป ถ้ามันยกหาง ก็ดันทุรังเชียวนะ ฉันพระกรรมฐาน ฉันปฏิบัติประสบความสำเร็จยิ่งยวด ยอดเยี่ยม ดันทุรังไปอย่างนั้นน่ะ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริง ดั่งแขนขาด ดั่งแขนขาด ฟันกิเลสขาดเป็นชั้นเป็นตอน เป็นชั้นเป็นตอน มหัศจรรย์กับใจดวงนั้น มหัศจรรย์กับการฝึกหัดแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา เอวัง